14 ธ.ค. 2008

auttamon: ผมจะเป็นคนดี

auttamon: ผมจะเป็นคนดี

auttamon: ชีวิตเล็กๆ (เรื่องแมวๆ)

auttamon: ชีวิตเล็กๆ (เรื่องแมวๆ)

14 พ.ค. 2007

ผมจะเป็นคนดี

ไฟฝัน... วันเยาว์
เรียบเรียง ประภัสสร เสวิกุล

ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้หลายครั้งที่ร้านหนังสือที่ผมมักจะแวะไปหาซื้อหนังสือใหม่ๆ เห็นขึ้นป้ายไว้ว่าหนังสือขายดี ผมไม่รู้จักผู้เขียนมาก่อน และด้วยคิดว่าคงเป็นเรื่องประวัติคนดัง ที่เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาทั่วๆ ไป คงไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ยอดพิมพ์ก็เพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่สอง และสาม แต่ก็ไม่สามารถเรียกความสนใจของผมได้ วันหนึ่งเข้าไปอ่านเรื่องราวในเว็ปบอร์ด ของคุณประภัสสร เสวกุล ที่บอกว่าเป็นคนเรียบเรียงเรื่องนี้เอง ก็ให้แปลกใจเหมือนกันว่านักเขียนที่เราชื่นชอบเป็นคนเรียบเรียง ผมออกจากร้านหนังสือแค่มองผ่าน หนังสือที่ขึ้นอันดับ และขายดี แต่ไม่มีอะไรกระตุ้นต่อมผมได้

ผมนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้าน ไปรษณีย์มาส่งจดหมาย มีซองอะไรมาให้ด้วย ผมแกะออกอ่านเพื่อนคงส่งหนังสือมาให้แน่ๆ เลย เพราะหลายครั้งเพื่อนผมมักจะส่งหนังสือมาให้เสมอ ผมแกะออกดูเป็นหนังสือ ผมจะเป็นคนดี ให้แปลกใจ เพื่อนเข้ากำชับในจดหมายว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตในต่างจังหวัดสมัยสงครามโลกครั้งที่ สอง อ่านแล้วได้ความรู้เรื่องราวสมัยก่อนดี อยากให้ผมได้อ่าน

ผมอ่านไปสองสามหน้า น่าสนใจหลายๆ อย่าง ผมไม่เคยคิดเลยว่าแค่สองสามหน้าแรกทำให้ผมไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ได้เสียแล้ว เรื่องราวต่างๆ เกร็ดความรู้ในสมัยสงครามโลก เรื่องราวของคนจีนที่อพยพเข้ามา การดำเนินชีวิต วิถีชีวิต การต่อสู้ดิ้นรน

แต่สำหรับผมในเวลานี้หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เท่านั้น แต่มันคือเชื้อไฟ ทำให้ผมลุกขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับความจริง ความจริงที่ผมกำลังหลีกหนี้ ผมเพียงแต่ต้องการหลบไปสักพัก นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกกับตัวเอง หรือคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองมากกว่า

คนเราถ้าไม่ยอมแพ้ ฟันฝ่า ไม่ว่าสิ่งที่จะได้มาจะเป็นอย่างไรล้วนเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เรากล้าแกร่ง อย่างคุณวิกรม ท่านอาจจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อรวบรวมประสบการณ์ และเวลาที่เหลือเก็บเกี่ยวผมพวงจากมัน หลายครั้งล้มไม่เป็นท่า หลายคราเหมือนจะไปได้ดี แต่กว่าจะมีวันนี้วันที่ใครๆ อิจฉา ไม่ใช่ใครสามารถจับให้ท่านยืน ท่านเลือกที่จะมายืนอยู่ในที่ๆ ท่านเลือก เราต่างเลือกและถูกเลือก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคน

ปัญหาทุกปัญหา อุปสรรคทุกอุปสรรค ต่างนำมาซึ่งความรู้ บางครั้งเจ็บปวด บางครั้งทุกข์สากรรณแต่ใช่ว่าเราจะต้องยอมจำนนท์ ผมไม่เคยเห็นในตัวหนังสือ คำพูดของท่านเรื่องโชคชะตาเลยสักครั้ง มีแต่คำพูดที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอย คงเหมือนกับการจะก้าวเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การรักษาความเป็นที่หนึ่งนั่นซิ และผมก็คิดว่าท่านไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่ง ท่านต้องการเพียงเพื่อ ทำประโยชน์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ จากคนใกล้ๆ ตัว แล้วขยายวงกว้างออกไป คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเป็นแสนๆ มีงานทำ และมีอาชีพก็คือคนที่ชื่อว่า วิกรม ดิษฐ์ คนนี้

ในวันนี้วันที่ผมท้อถอย ขาดกำลังใจ ผมไม่คิดว่าโชคชะตาชีวิตจะเล่นตลกกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไม่โทษใคร แต่กลับหันมามองดูตัวเอง คุณวิกรมไม่เคยโทษโชคชะตาเลยสักครั้ง แต่ผมกลับมองชะตา จริงๆ ทุกอย่างเราเป็นคนกำหนด ทุกสิ่งที่เราเป็น คงขึ้นอยู่กับโอกาส ผมอาจจะมีโอกาสน้อยหรือไม่ไขว่คว้าหาโอกาสให้ตัวเอง มัวแต่โทษโชคชะตา และรอให้โอกาสเข้ามา

กำลังใจผมคงต้องสร้างมันขึ้นมาเอง โอกาสผมก็คงต้องหาเองเช่นกัน ก็ให้รู้ไปว่าจะไม่มีโอกาสกลับมายืนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ดังตัวอย่างที่ผมเห็นได้จากชีวิตของคนๆ หนึ่งที่ฝ่าฟัน คำถามกลับมาที่ผมว่า ผมทุ่มเท อดทน ได้แม้นเพียงส่วนน้อยของเขาได้หรือยัง ผมหาโอกาสและวิ่งหาหรือว่าหลีกหนี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนสถานการณ์อย่างนี้ และคงบอกไม่ได้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าผมเจอมรสุมแล้วผมต้องกลับหันหัวเรือกลับทุกครั้ง เมื่อไหร่ที่ผมจะไปถึงจุดหมายได้ ทุกสิ่งต้องมีหนทางเสมอ วิกฤต มักจะมีโอกาสอยู่เสมอ ผมจะหามันให้เจอ เพื่อตัวผมเองและคนรอบข้าง

ไม่มีประโชยน์ที่จะมานั่งจมอยู่กับมรสุม ทะเลออกกว้างไกล หนทางอีกยาวไกล ลูกเรืออีกเต็มลำ ผมจะฟันฝ่า สู่ทะเลเพื่อจุดหมาย....

10 พ.ค. 2007

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง

หากถามว่าได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ คงต้องขอบอกก่อนว่าผมเองเป็นคนชอบดูหนังเหมือนกัน จำได้สมัยที่มี วิดีโอ ผมมักเช่าหนัง 4-5 ม้วนทุกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าด้วยอะไรหลายอย่างทำให้ผมไม่ได้ดูหนังบ่อย หมายถึงหนังในโรงภาพยนตร์

ผมจำได้ว่าเรื่องแรกที่จำได้เพราะไปดูกับที่บ้าน ไปกันเกือบทั้งบ้าน ยกเว้นเตี่ยที่ไม่ได้ไป ดูที่ในตลาดปากน้ำ (สมุทรปราการ) ชื่อโรงหนังราชา กับอีกโรงที่เจ้งไปแล้ว ในสมุทรปราการจะมีโรงหนังอยู่สองแห่งในสมัยนั้น โรงหนังราชาราคาค่าบัตรจะไม่แพงเท่าอีกโรง ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่จะหรูหรากว่าโรงหนังราชา ไม่เหมือนตอนนี้ที่มีโรงหนังในห้าง บั๊กซี โลตัส เลยมาหน่อยที่ซีคอน เสรี มากมายไปหมด รวมถึงราคาด้วยที่แพงไปตามสถานที่ด้วย


ในตอนนั้นผมจำไม่ได้ว่า 20 บาท หรือ 40 บาท เรื่องที่ไปดูในตอนนั้น ชื่อเรื่อง
น้ำพุ ที่เล่นโดยอำพล ลำพูน ทำให้ผมติดสไตล์ทั้งการแต่งตัว ที่ต้องใส่สร้อยดินเผาเป็นแถบคล้ายกับจับปิ้ง รวมถึงการพูด ที่ต้องลงท้ายด้วยคำว่า ฮะแทนคำว่าครับ ในบ้างครั้งยังติดมาถึงทุกวันนี้ มาฟังอีกที รู้สึกว่าไม่ค่อยจะแมนเท่าไหร่ แต่คงเป็นด้วยอิทธิพล หรือการเรียนแบบ ซะมากกว่า คงไม่ผิดที่เราจะนิยมชมชอบอะไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ทำร้ายใคร หรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอะไร
จำได้ว่าหลังจากออกมาจากโรงหนัง แม่ผมคอยดูแลผมเป็นพิเศษ หรือเรียกง่ายรักผมมากขึ้น ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ เรียกว่าห่วงผมมากขึ้น กลัวจะไปเป็นอย่างในหนัง คงเป็นเพราะเนื้อหาในหนังพูดถึงเด็กในวันรุ่นที่ไปติดยา ด้วยสาเหตุของความคิดเอง เออเอง แม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกที่อยากลอง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ เรื่องที่นำมาทำผมเคยอ่านในหนังสือนอกเวลาที่โรงเรียนให้อ่านเพื่อทำรายงานและยิ่งมาดูหนัง รู้สึกชอบ


ก็รู้สึกดีนะ แม่ผมถึงแม้นจะเรียนไม่สูง แค่เขียนชื่อตัวเองได้ก็เก่งแล้ว ไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่นนอกจากทำมาหากิน ผมเองต่างหากที่บ้างสิ่งรู้และเห็นก็ยังอดที่จะประพฤติตัวในทางที่ไม่เหมาะสม สูบบุหรี่ กินเหล้า เที่ยว ทั้งที่ทางบ้านก็ไม่มีฐานะ ที่จะฟุ้งเฟ้อได้อย่างนั้น แล้วก็ยังคิดเองเออเองอีกว่า พ่อ-แม่ไม่รัก ไม่เหมือนพ่อ-แม่คนอื่นที่เอาเงินมาให้ลูกถลุงเล่น โกรธเมื่อแม่ไม่มีเงินให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ไม่รู้เลยว่าการไม่มีเงินนั้นมันเป็นอย่างไร รู้แต่เพียงฉันอยากได้ ถึงแม้นจะไม่มากนัก แต่แม่ต้องเก็บไว้ใช้อย่างอื่นที่จำเป็นกว่าการที่ลูกจะได้ไปเที่ยวสนุก


ผมจำได้ว่าผมแสดงความรู้สึกออกมา โดยการชกกระจกจนแตก หยิบเศษแก้วที่หลนกระจายขึ้นมากรีดลงบนแขนซ้ายเป็นรอยแนวยาวสองแนว มีเลือดไหลออกมาตามรอยที่กรีด แล้วเฝ้าถามตัวเองว่า เหตุใดจึงต้องทำ ทำทำไม เจ็บไหม ผมตอบตัวเองว่าเจ็บ เจ็บแต่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บาดแผลนั้นไม่มากทายเท่ากับความเจ็บในจิตใจ ที่แม่ไม่เข้าใจ


ผ่านมานานแล้วรอยแผลเล็กลงไปตามกาลเวลา แต่กลับเป็นความรู้สึกผิด ยังย้ำเตือนให้ผมเจ็บปวดอย่างไม่มีวันจ่างหายได้ ผมกลับรู้สึกเจ็บทุกครั้งเมื่อเห็นรอยแผลนั้น มันย้ำเตือนให้ผมรู้ว่าความทรงจำที่คิดเอง ความรู้สึกที่ไม่ได้รู้สึกถึงความรู้สึกของแม่ ด้วยความคิดที่เห็นแต่ตัวเองมองอะไรเพียงด้านเดียวถึงทำให้ผมเจ็บปวดถึงทุกวันนี้ ในวันที่ไม่มีแม่อยู่


คนเราก็เป็นอย่างนี้จะรู้คุณค่าอะไร ก็ต่อเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว ถึงจะได้รู้ว่าคุณค่าขอ


ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ได้จากเราไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนคืน


ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ออย่างไม่ได้ตั้งใจที่จะดูนักแต่รู้อยากที่จะดู หลังจากว่างเว้นการดูหนังไปนาน

เป็นหนังฝรั่ง


เริ่มจากภาพมุงสูงที่มองลงมายังพื้นดิน ที่แรกก็มองว่าคงเป็นเครื่องบินหรืออะไรสักอย่างที่คอยสอดส่องการกระทำหรือว่าอะไร หนังต่างประเทศจะผิดกับหนังไทยตรงที่ความคิดรวบยอดจะบอกที่ต้นเรื่องหรือเริ่มเรื่อง คล้ายกับเป็นการสรุปอะไรทำนองนี้


กล้องแพลนไปยังตึกต่างๆ ในมุมสูงที่เห็นเพียงหลังคาตึก ไล่เรื่อยๆ ลงมา ให้มองเห็นเหมือนกับว่าเรากับลังถูกจะตามองจากอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น อาจนะเป็นด้วยความที่ผมไม่รู้เรื่องของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร ทำให้ผมมีอิสระที่จะดูและคิดตามที่ผู้กำกับใส่ให้ผม เหมือนเด็กที่สมองว่างเปล่า ดูสิ่งที่ภาพกำลังสื่อออกมา จึงทำให้ไม่รู้สึกขัดแย้ง แล้วแต่ว่าหนังจะพาไปในทิศทางใด ภาพมาจบด้วยสนามเด็กเล่นที่มีเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังอยู่ไกล เหมือนจะบอกอะไรบ้างอย่าง ให้ต้องติดตาม


หญิงสาววัยกลางคน ท่าทางซึมเศร้ากำลังระลึกถึงความหลังของลูกชายวัย 9 ควบ ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตก


แต่กลับเป็นว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่ใช่น่าจะเรียกว่าฝังใจจำและยังนึกเสมอถึงลูกชายที่เสียชีวิตไป ถึงขนาดที่ต้องรับการบำบัดจากจิตแพทย์ไม่ใช่ให้ลืมแต่ให้ไม่รู้สึกมากเกินไปจนทำอะไรไม่ได้ จมอยู่กับเรื่องราวของลูก


... แต่ความจริงไม่ใช่อย่างที่เราคิด...


ขณะที่เธอพยายามทำตามที่แพทย์แนะนำ แต่ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดกลับเลวร้ายลงไปอีก ทั้งสามีและ จิตแพทย์ บอกว่าเธอไม่เคยมีลูกตั้งแต่เธอเสียลูกไปขณะที่เธอคลอดเด็กไม่แข็งแรง เสียชีวิต เธอเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด


... แล้วอะไรเกิดขึ้นกับเธอกันแน่...


สัญชาติญาณของความเป็นแม่ สายสัมพันธ์ที่ไม่เคยจางหาย เธอรู้สึกว่าเธอมีลูก ไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไปเองอย่างที่สามี และจิตแพทย์บอก


...หรือเธอจะเป็นบ้าไปแล้ว...


แต่เธอเชื่อ เชื่อถึงแม้นคงรอบข้างเธอจะบอกว่าเธอไม่เคยมีลูก ไม่เคยเลยตลอดเวลาที่เธออยู่ก็ตาม

...แล้วอะไรเป็นสาเหตุ...


หนี้ เธอต้องหนี้ ไม่ใช่หนี้เพื่อหลีกหนี้แต่เป็นการหนี้เพื่อไปหาข้อพิสูจน์สิ่งที่เธอคิดและรู้สึกนั้นเป็นความจริง


เธอพยายามหาเหตุผล หรือสาเหตุของสิ่งที่ทำให้เธอคิดว่าเธอมีลูก เธอไม่ได้คิดไปเอง ใช่แล้วยังมีฟางเส้นสุดท้าย ชายคนที่เธอเจอในสนามเด็กเล่น ลูกสาวเขาเป็นเพื่อนกับลูกชายของเธอเช่นกัน แต่ดูเหมือนฟางเส้นสุดท้ายคงขาดเสียแล้ว เขาเป็นคนติดเหล้าจดจำสิ่งใดไม่ได้อีกแล้วแม้นแต่ตัวเอง


แต่ก็ยังมีเชือกที่หยั่นลงมาเมื่อเธอมองไปที่กำแพงที่เหมือนรอยขาดอะไรบ้างอย่างที่ทำให้เธอมาที่นี่พร้อมกับลูกชายของเธอได้ ใช่แล้วมันเป็นผนังที่มีรอยวาดที่เกิดจากลูกสาวของเขาได้วาดไว้เธอจำได้


... แต่เขาจะจำอย่างที่เธอจำได้หรือเปล่า...


เชือกที่หย่อนลงมาขาดเสียแล้วเมื่อเขาไม่สามารถจำได้ว่าเคยมีลูกสาว และเธอเป็นใคร เธอถูกจับตัวโดยเจ้าหน้าที่อีกลุ่มที่ทำงานลับสุดยอด


เชือกเส้นสุดท้ายที่ห่อนลงมาไม่ได้ขาดเสียทีเดียว เมื่อเธอสาวขึ้นไปมากขึ้นเธอก็เริ่มเข้าใกล้ความจริง เขาก็เช่นกัน พยายามช่วยเธอออกมาจากกลุ่มที่พยามจับตัวเธอ ทั้งเขาและเธอรอดออกมาได้ถึงแม้นว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ทุกวินาทีมีค่าที่จะทำให้เธอรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูกชายของเธอ และลูกสาวของเขา ความรักและสายใย ที่ทักทอ ถึงแม้นของผู้ชายจะไม่มากมายเท่าผู้หญิงแต่เขา และเธอมีความรักและความทรงจำที่ยากจะลบเลือนได้ความทรงจำที่ดี ความทรงจำอันมีคุณค่า ความต่างระหว่างชาย หญิงแม้นไม่สามารถเท่าเทียมกันได้ แต่คงบอกไม่ได้ว่าสิ่งไหนมากกว่ากัน ชีวิตเล็กๆ ได้เกิดขึ้นในกายเธอ ความรู้สึกทั้งมวลไม่มีสิ่งไหนจะมาลบล้างได้ สิ่งนี้กระมั่งที่หนังพยามบอกกับคนดู ไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือเกิดอะไรขึ้นความรักระหว่าง แม่กับลูกยังคงอยู่ชั่วกาลเวลา ถึงแม้นจะมีอะไรมาขวางกัน ไม่เหมือนกับความรักของคู่รักสักวันอาจจางหายได้เมื่อถึงวันที่ไม่มีความรักความรู้สึกที่รักให้กัน แม้นแต่คนรู้จักและรักกันมากก็ไม่สามารถที่จะจดจำกันได้ แต่กับความรักที่แม่มีต่อลูกมันยิ่งใหญ่จริงๆ


หมายตุ : หนังเรื่องนั้นชื่อเรื่อง “Forgotten”

เมย์ สู้ สู้...


ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าบ่อยนัก หากไม่ได้นัดเจอกับเพื่อนๆ ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้การได้หลบพักร้อนในห้างที่มีแอร์เย็นๆ ได้มองดูสิ่งของเพลินๆ (ถึงแม้นจะไม่ได้ซื้อหาก็ตามที) เป็นการลงแรงที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น แถมประหยัดอีกโข

ผมเดินดูข้าวของที่นำมาวางขายมีทุกสิ่ง เรียกว่าตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบก็ว่าได้ ข้าวของที่เห็นหนาตาหน่อยจะเป็นของผู้หญิง ว่ากันว่าสำหรับผู้หญิง การได้เดินเลือกซื้อของเป็นสุดยอดของการพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งในการผ่อนคลายยิ่งถ้าได้สิ่งของที่ตัวเองคิดว่าราคาไม่สูง ได้ต่อรอง ไปๆ มาๆ เมื่อรวมกันก็ไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้กระมั่งข้าวของต่างๆ จึงมีแต่ของใช้ผู้หญิงเป็นส่วนมาก

ผมได้ยินเสียง จะเรียกว่าเสียงตะโกน หรือเสียงเชียร์ก็ไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่าดังจนผมเองอดไม่ได้ที่จะเดินไปหาทางต้นเสียงร้องเรียกนั้น เมย์

ที่แท่นหน้าผาจำลอง สูงประมาณตึกสามชั้นกว่าๆ มีเด็กผู้หญิง ตัวเล็กๆ กับเด็กผู้หญิงอีกคนที่โตขึ้นมาอีกหน่อย กำลังปีนป่ายหน้าผาจำลองที่ทางห้างนำมาจัดกิจกรรม มีคงมุงดูกันพอประมาณ ผมก็มองว่าไม่แปลกอะไรเพราะทางห้าง ก็จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบสำหรับเสริมการขายของทางห้างอยู่แล้ว ผมมองขึ้นไปด้านบน เด็กผู้หญิงที่โตกว่าขึ้นไปถึงด้านบนแล้วแตะกระดิ่ง

เจ้าหน้าที่ที่ถือสายเชือกปล่อยโรยตัวลงมา ยังคงเหลือแต่น้องเมย์ ที่หลายคนส่งเสียงเชียร์ เธอขึ้นไปได้สักครึ่งหนึ่งของระยะทางที่ต้องปีน

แกหาหนทางที่จะเกาะเจ้าปุ่มๆ สีเขียวๆ แดงๆ เหลืองๆ จับอยู่หลายปุ่ม แต่ก็ไม่สามารถไต่ระดับขึ้นไปได้ บางครั้งแกนิ่งเหมือนกำลังรวบรวมพละกำลังน้อยๆ จับปุ่มโน้น ปุ่มนี้บ้าง เธอพยายามหาช่องทางที่จะขึ้นไปด้านบนสุดให้ได้ ผมเองก็มองๆ ดู ทำทางว่าจะไปทางด้านอื่น คิดว่าแกคงไปไม่ไหวก็ลงมาเอง แต่แปลก เธอยังไม่ยอมลง

เมย์ ที่กองเชียร์ด้านล่างเรียกชื่อเธอ... ดังขึ้นกว่าเดิม

เสียงเชียร์ขึ้นเป็นระยะ ยามใดที่เสียงเชียร์ดังขึ้นก็ทำให้แกเหมือนมีแรงฮึด ไปเกาะปุ่มเพื่อไต่ระดับ

เธอพยายามหาช่องทางเส้นใหม่ แต่ดูเหมือนแขนขาแกจะเล็กและยาวไม่พอ รวมถึงพละกำลังที่ค่อยๆ หมดลงเมื่อต้องหนีแรงโน้มถ่วงของโลก การอยู่ข้างบนนานๆ ไม่เป็นผมดีกับแกเลย

ผมเชื่อว่าเมื่อเธอขึ้นไปอยู่บนนั้น การมองของเธอไม่ได้กว้างพอที่จะเห็นช่องทางที่แกสามารถขึ้นไปด้านบน เห็นพี่เลี้ยงหรือผู้ปกครอง ตะโกนจากชั้นสองของห้างบอกแกว่าให้ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ดูว่าแกก็พยายามอย่างที่แนะนำ แต่ดูเหมือนมือเล็กๆ ที่เกาะอยู่จะเหลือกำลังน้อยเกินกว่าที่จะทำได้

น้องเมย์จับอยู่ที่ก้อนหิน พยายามรวบรวมสมาธิ มือน้อยๆ ล้วงลงไปที่ถุงแป้งสลับซ้ายขวา ขาสองข้างยืนอยู่บนก้อนหิน อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้ที่แกจะสู้กับมัน ถึงแม้นผลจะไม่ได้ออกมาอย่างที่คาดการณ์ไว้

ผมไม่รู้ว่าแกอยู่บนนั้นนานเท่าไหร่ ในมือผมบีบแน่ เกร็งไปกับแก และเผลอเรียกชื่อ เมย์ สู้ๆ

ตามเสียงกองเชียร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ในใจก็บอกว่าให้แกลงมาได้แล้ว แต่อีกส่วนก็อยากให้แกได้รู้ถึงรสชาติของความพยายามมันควรเป็นสิ่งตอบแทนแกบ้าง กับความมุมานะ ความอดทน ที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ต้องเอาชนะ

ผมไม่แน่ใจว่าถ้าไม่มีเสียงเชียร์เธอยังจะสามารถโหนตัวอยู่บนนั้นนานได้ขนาดนี้หรือเปล่า

หลังจากหยิบแป้ง แกพยายามโหนตัวเพื่อจับก้อนหินที่อยู่เหนือศีรษะแก เสียงทุกคนในที่นั้น ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้นกว่าในตอนแรกนั้นลุ้นไปตามน้องเมย์

เธอเอื้อมมือไปจับปุ่มสี พยายามโหนตัวขึ้นไป แต่พละกำลังแกเหลือน้อยจนไม่สามารถ ดึงตัวเองขึ้นได้ เท้าที่ก้าวเหบียบก้อนปุ่มเหยีบพลาด ผมได้ยินเสียงถอนหายใจรอบข้าง

แกพยายามโหนตัวอยู่สองสามครั้ง ทุกครั้งก็จะมีเสียงเชียร์ให้กำลังใจให้ได้ยิน

น้องเมย์ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ถึงแม้นจะไม่ใช่ชัยชนะ แต่ทุกคนที่อยู่รอบๆนั้น ที่เห็นเด็กผู้หญิง ตัวเล็กๆ อายุเพียงแปดขวบ โหนตัวอยู่บนหน้าผาจำลอง

เวลาที่น้องเมย์อยู่บนนั้นผมคาดว่าคงสักประมาณ 45 นาที ทั้งเหนื่อยทั้งล้า หากเป็นผมเอง ผมคงลงมาเสียนานแล้ว

ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเรื่องหนึ่งที่ได้อ่าน เป็นหนังสือภาพลายเส้น มีตัวหนังสือเขียนดัวยลายมืออ่านง่าย ในหนังสือพูดถึงหนอนผีเสื้อ ผมจำได้ว่าชื่อหนอนแก้ว

หนอนแก้วก็เหมือนหนอนทั่วไป ที่วันๆ ไม่ทำอะไรได้แต่เกาะกินใบไม้ จนวันหนึ่งก็เริ่มองเพื่อนหนอนด้วยกันว่าที่เป็นอยู่นี้คืออะไร วิถีของชีวิตหนอนหรืออย่างไร เมื่อคิดได้อย่างนั้นหนอนแก้วจึงลงจากใบไม้ ออกเดินทาง ถึงแม้นไม่รู้ว่าจะไปหนไหน

ระหว่างทางที่เดินก็เห็นหนอนหลายตัวเดินล่วงหน้าไป ก็เดินตามๆ กันไป หนอนแก้วเห็นภูเขาเบื้องหน้า ที่พวกหนอนมุ่งไป เมื่อมองดูอยู่ใกล้ๆ ที่ด้านล่างก็เห็นเหล่าหนอนทั้งหลายต่างปีนป่ายขึ้นไป หนอนแก้วเห็นเช่นนั้นก็ปีนขึ้นไป

หนอนแต่ละตัวเบียดเสียดกันขึ้นไป บางตัวล่วงลงมาด้านล่าง บางตัวอดทนไม่ไหว ก็ตกลงมาก น้อยแก้วพยายามถามหนอนตัวอื่นๆ ว่าขึ้นไปทำอะไรที่ด้านบน แต่คำตอบที่ได้ไม่ได้ทำให้หนอนแก้วเข้าใจ บางตัวก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องขึ้นไป เมื่อเห็นว่านี่ไม่ใช่คำตอบ หนอนแก้วจึงลงมา ระหว่างทางกลับก็เห็นหนอนตัวอื่นๆ มุ่งมาที่หนอนแก้วจากมา

หนอนแก้วหลบอยู่ในพงหญ้านอนหลับ.... ร่างคอย... ปรับเปลี่ยน จากหนอน กลายเป็นดักแด้....และแล้ว

.....ผีเสื้อแสนสวยก็สยายปีก บินขึ้นส่งท้องฟ้า โฉบเฉี่ยวไปมาท่ามกลางแสงแดด ท่ามกลางมวลหมู่ไม้

ผีเสื้อแสนสวยจำได้แต่เพียงเลือนล่างเมื่อมองเห็นกลุ่มหนอนปีนป่ายอยู่ด้านล่าง ผีเสื้อมองด้วยความแปลกใจ ไม่เห็นมีสิ่งใดที่กองนั้นนอกจากเหล่าหนอนที่ปีนป่าย

ผีเสื้อร่อนลงดื่มกินน้ำหวานที่เกสรดอกไม้สีสด.......

ชีวิตเล็กๆ (เรื่องแมวๆ)


หลังเลิกงานผมกับเพื่อนๆ จะแวะหาอะไรเย็นๆ ดื่มกันตามประสา หรือหาเรื่อง อ้างว่ากลับบ้าน


เวลานี้รถยังติดอยู่ รอให้รถบางเบากว่านี้อีกสักนิด เป็นชีวิตปกติไปเสียแล้ว หากวันไหนกลับถึงบ้านไวเหมือนจะไม่คุ้นเคยกับเส้นทางเอาเสียเลย การจารจรที่วุ่นวายทำให้เรามีเวลาให้กับคนในครอบครัวน้อยลง แต่สำหรับผมไม่เสียทีเดียว อย่างน้อยผมก็ได้นั่งอ่านหนังสือ มีเวลาอยู่กับตัวเอง คิดและตรึงตรองอะไรบางอย่างรวมถึงงานที่จะต้องทำ งานดีๆ บางทีก็คิดได้ระหว่างนั่งรถเมล์ แต่ถ้าเราเร่งรีบที่จะไปถึงจุดหมายคงทุรนทุรายไม่ใช่เล่น รถที่ติดอย่างไรสาเหตุ การขุด ซ่อม ก่อสร้าง ผมไม่เคยเห็นว่าจะมีสักวันที่สองข้างทางที่ผมผ่านมาหลายปี จะว่างเว้นจากการ ขุด ซ่อม สร้าง เอาเสียเลย หรือมันได้กลายเป็นนโยบายสำหรับคนบางกลุ่ม บางพวกไปเสียแล้ว จะมีไหมวันที่ถนนว่างเว้นจากสิ่งดังกล่าว (เจ้าพระคุณ โอมเพี้ยง)


ร้านที่ผมนั่งกับเพื่อนๆ เป็นร้านอาหารอีสานที่ตั้งริมฟุตบาท ราคาไม่แพง จะได้สบายกระเป๋า หากมีสตางค์มากขึ้นมาหน่อยในสิ้นเดือน ร้านแบบนี้จะเป็นตัวเลือกอันดับรองๆ ลงไป เมื่อใกล้ปลายเดือนจึงกลับมาเจอกันอีกครั้ง จนเจ้าของร้านที่สนิทคุ้นเคย แซ่วเอาบ่อยๆ

พอสิ้นเดือนร้านผมจะเงียบไม่ค่อยเห็นพวกคุณๆ เลย


โถ่ ก็อยากเห็นเดือนเห็นตะวันกันบ้างซิเฮีย


กลับมาตายรังว่าอย่างนั้นเหอะ แกไม่วายแขวะ


เหมือเดิม ลีโอนาโด้


กับแกล้มสองสามอย่างนำมาวางบนโต๊ะ ตามด้วยเบียร์ตามที่สั่ง เรื่องที่คุยก็ทั่วไป สาวที่เดินผ่านไปมา เรื่องที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้อง ยกเว้นเรื่องที่ไม่ดีของบุคคลที่นั่งรวมโต๊ะ ห้ามเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจเปลี่ยนจากโต๊ะร่วมเป็นสนามมวยได้


สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับร้านข้างทางก็คือ บรรดาคนเร่ขายของไล่มาตั้งแต่ นักศึกษา (บอกว่าเป็นนักศึกษา) ขายถั่วลิสงเคลือบน้ำตาล กับมะขามแก้ว แรกๆ ก็ไม่แน่ใจ ลองซื้อด้วยอัถยาศัย พูดสุภาพ ก็อร่อยดีใช้ได้ พออุดหนุนกันได้


สำหรับดอกกุหลาบ จะมาพร้อมกับเด็กๆ หญิงผิวเข้มๆ ตาโตๆ คล้ายๆ แขกปากีสถาน พูดไทยไม่ค่อยชัด นอกจากประโยค ช่วยซื้อดอกไม้หน่อยซิค่ะ เพื่อนผมเคยหยั่งเชิงให้พูดคำอื่นๆ ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ อันนี้จะมาเป็นขบวน เดินวนสองสามรอบ ถามคำถามเดิม ผมเห็นบางโต๊ะรอบแรกก็ใจแข็งพอรอบสองก็มีซื้อเหมือนกัน อย่างนี้กระมั่งถึงเดินถึงสองสามรอบ เพื่อเป็นการตัดสินใจ หลุดจากคนแล้วยังมีสัตว์เลี้ยง เช่น หมา แมว จะเคล้าคลอเคลียอยู่แถวๆ ใต้โต๊ะ ข้างๆ หนักหน่อยก็พันแข่งพันขาเสียเลย หากใครเผลอไปให้เศษอาหารเพื่อเป็นทานกับสัตว์ผู้ยากแล้วไซร้ คืนนั้นคงจะได้สัตว์เลี้ยงแสนรักเป็นเพื่อนคลายเหงา ตลอดการนั่งดื่มเลยที่เดียว


ผมก็เผยอไปเช่นกัน แรกก็ตกใจว่าอะไรมาพันแข่งพันขาอยู่ใต้โต๊ะอดคิดว่าเพื่อนที่นั่งด้วยกันเปลี่ยนรสนิยม มารุกล้ำไม้ป่าเดียวกัน ก้มลงไปมอง เจ้าแมวกำลังเคลียคลออยู่ที่เท้า ด้วยความรักและสงสารจึงใช้เท้าที่มันกำลังนึกว่าเป็นแฟนมันอยู่ดีดกระเด็นออกไปสักสองเมตร กำลังคุยกันอยู่เพลินๆ เอาอีกแล้วครั้งนี้ไม่ตกใจ ปล่อยไปสักพัก เพราะคิดว่าอย่างไรมันคงไม่กล้าทำอนาจารกับขาผมเป็นแน่ แล้วที่ๆ ผมนั่งอยู่ก็เป็นริมถนน จึงปล่อยเลยตามเลย สักพักเมื่อมันไม่เห็นผมเล่นด้วยถึงถอยล่าไป การรบครั้งนี้ยังไม่จบลงด้วยความปราชัย คุยๆ กันอย่างออกรส มันมาอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มันขึ้นไปบนขอบกำแพงติดกับที่เรานั่งอยู่ เพื่อนผมเกิดอาการอยากให้ทาน หยิบเศษปากเป็ดทอดให้มัน แรกๆ มันก็กิน สักพักมันจึงเขมือบลงไป แถมเพื่อนยังบอกให้ผมหยิบในจานผมที่มีอยู่ค่อนข้างมากให้ ด้วยกลัวความผิดว่าเพื่อนจะกล่าวหาว่าผมกินกับเยอะ เนื่องจากเศษอาหารอยู่ในจานแบ่งมากเกินไป จึงหาวิธีทำลายโดยอาศัยวิธีทำลายหลักฐาน เจ้าแมวจึงเป็นคนรับช่วงไป มันคงอิ่ม หรือเศษเป็ดหมดแล้วจึงล่าถอยออกไป และผมก็ไม่ได้สนใจมันอีกเลย


ตามประสาในทำเลที่ผมนั่งใกล้ๆ กับสถานศึกษา จึงมีนักศึกษาเดินกันขวักไขว่ ให้เป็นอาหารตา รวมถึงโต๊ะข้างๆ


ในขณะที่ผมกำลังมองไปโต๊ะข้างๆ ก็เห็นเจ้าแมวตัวนั้นเขาไปหาแหล่งอาหารแหล่งใหม่ สำหรับโต๊ะนี้ เป็นวัยรุ่นผู้หญิงกับผู้ชาย โยนอาหารให้มันโดยที่มันยังไม่ได้ออกแรงคลอเคลียผิดกับโต๊ะของผมที่มันคลอเคลียจะขนล่วงติดกางเกงผมไปหาลายเส้น ผมก็เหลือบมองมันกับวัยรุ่นสองคนดูมามันจะทำอย่างไรต่อไป มันลงไปที่ถนน ไปป้วนเปี้ยนกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มสักสี่ห้าคนที่กำลังยืนรอรถ


ผมชี้ให้เพื่อนดู สงสัยอิ่มแล้วซิ จะนั่งรถกลับบ้าน


แท็กซี่วิ่งเข้ามาจอด เจ้าแมวยังเคลียคลอ เลยเถอดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ รถวิ่งออกไป วัยรุ่นกลุ่มนั้นยังอยู่คงตกลงราคากันไม่ได้ หรือไม่ก็คงเห็นคนเยอะไม่คุ้มมั่ง


เฮ้ย...ผมร้องเสียงหลง


เจ้าแมวโชคร้ายตอนที่ต่อราคากันอยู่มันยังอยู่ใต้ท้องรถ และตอนระวิ่งออกไป มันก็อยู่ในรัศมีของล้อพอดี หัวของมันอยู่ใต้ล้อรถ ดิ้นกระดุก มันโดนทับที่หัวเข้าเต็มที่ คนกลุ่มนั้นเหมือนไม่รู้ว่ามีมันนอนดิ้นกำลังจะสิ้นใจ ไม่ทันทีจะได้พูดหรือทำอะไร รถแท็กซี่คันที่สองวิ่งเขามาจอด และวิ่งออกไปอีกในตำแห่นงเดียวกันกับที่เจ้าแมวนอนดิ้นอยู่ วัยรุ่นกลุ่มนั้นคงเห็นเจ้าแมวนอนดิ้นอยู่ จึงเดินไปเรียกรถอีกที่


ผมบอกเพื่อนผู้หญิงอย่าหันไปมอง แต่เธอก็หัน หนุ่มสาวสองคนที่อยู่ใกล้ ผมเห็นผู้หญิงหยิบกระดาษเช็ดชูขึ้นมาซับน้ำตา ดูเธอร้องไห้ออกมาอย่างจำนนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างๆ เธอ ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะเปลี่ยน เจ้าแมวยังคงกระตุกๆ รถเก๋งสีดำก็เลี้ยวปาดเข้าซอย ทับซ้ำเป็นครั้งที่สาม เด็กเจ้าของร้านผมนึกว่าคงเห็นเหตุการณ์ไม่กี่คน คนเกือบทั้งร้านเห็น ทุกคนเห็นรวมถึงผม


เด็กในร้านเข้ามาจับมันโยนไปข้างทางใกล้ๆ กับโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ ผมมองตามไป มันยังคงกระตุกอีกสองครั้ง ก่อนที่จะแน่นิ่ง


ผมเดินเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงวิภาษณ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทุกคนเห็น ใช่รวมถึงผม


ผมคิดว่ามันจะตายในครั้งแรก ที่โดนทับ หากทันตายเสียตอนนั้นผมคงไม่รู้สึกผิดลึกๆ อย่างนี้


ผมและคนอื่นๆ ก็คงเช่นกัน สามครั้งซ้อน เพราะว่ามันเป็นแมวใช่ไหม เพราะว่ามันไม่มีเจ้าของที่คอยดูแล มันเองก็คงไม่คิดว่าต้องมาจบชีวิตเช่นนี้...


ชิวิตราคาถูก ยิ่งเป็นชีวิตสัตว์ เราต่างเป็นผู้ดูความเป็นไปของโลก รองรับสิ่งที่เกิด และดับ


ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้เรื่องที่เกิดขึ้นที่ผมทำได้เพียงแค่นั่งมองดู สิ่งที่เกิดขึ้น และดับไปเท่านั้น


ผมและเพื่อนๆ ออกจากร้าน และอดที่จะพูดถึงเรื่องแมวที่ตายไปไม่ได้ มันยังคงเป็นภาพที่ติดตาผมอยู่จนทุกวันนี้ ไปสู่สุขคติเถอะนะ.....คงเป็นคำพูดเดียวที่ผมบอกได้ เพราะว่าผมก็คงไม่ถูกยกเว้นเช่นกันเมื่อเวลานั้นมาถึง และไม่รู้ว่าจุดจบของผมจะเป็นเช่นไร....

ขนมปัง

ป้ายรถเมล์ป้ายนี้จะเป็นป้ายสุดท้าย ที่ผมจะลงรถเมล์เป็นประจำเพื่อแล้วเดินอีก เข้าซอยไปอีกทอดหนึ่งจึงถึงที่ทำงาน

แรกๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร เมื่อรถรถเมล์ได้ ก็เดินจ้ำๆ เห็นคนรอรถเมล์ไม่กี่คน แต่ทุกวันก็มีบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าขาดอะไรบางขาดหายไป ไม่ใช่ป้ายรุเมล์หายไปไหนหรือคนที่ผมมองไว้ไม่มาคอยรถเมล์ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ใช่แล้วชีวิตเล็กๆ แต่ไม่ใช่มนุษย์ มันจะนอนหมอบอยู่ใกล้ๆ กับที่นั่งรอรถเมล์

ขนสีน้ำตาลอ่อน ปอกคอสีน้ำเงินนั่งหมอบเหมือนรอใครมากกว่าที่นั่งหมอบรอรถเมล์ ทุกครั้งเมื่อผมลงรถเมล์ที่ป้ายแห่งนี้ ก็ให้รู้สึกสงสัยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะเป็นเรื่องของหมา คนอย่างผมไม่จำเป็นจะต้องรู้ แต่ผมก็อดไม่ได้ตามนิสัยคนอยากรู้เรื่องหมา

ดูจากลักษณะท่าหมอบแล้วคงเป็นหมาที่มีการศึกษาเหมือนกัน สายตาของมันมองคนที่ลงรถเมล์เหมือนกับว่ารอคอยบางอย่าง ทำให้ผมอดคิดเล่นไม่ได้ว่า หรือว่ามาคอยเจ้าของ ที่สั่งมันให้คอย

หรือว่าคอยเจ้าของที่ไม่เคยกลับมา... (คิดไปโน้น)

เจ้าของอาจจะประสบอุบัติเหตุแล้วทำให้มันต้องมาคอยเจ้าของที่ไม่มีวันกลับมา คอย คอย และคอย

หรือว่ามันไม่มีอะไรทำ แต่ผมดูแล้วมันน่าจะหาอะไรเล่นได้ดีกว่านั่งหมอบนิ่งๆ มองหาอะไรอย่างนี้

หรือว่ามันคอยรถเมล์เพื่อไปทำธุระก็ได้ แล้วผมก็เห็นมันหมอบอยู่ทำไมมันไม่ยืนเพื่อจะได้เห็นรถเมล์ได้ไกล โบกใกล้เมล์จอดไม่ทัน จะไม่ได้ขึ้นเสียเวลาเปล่าๆ

หรือว่ามันเป็นหมาขอทาน แต่ผมก็ไม่เห็นกระป๋องตั้งอยู่ข้างหน้ามัน แล้วดูมันออกจะหยิ่งๆ อยู่ด้วย มันคงมีศักดิ์ศรีของชาติหมาอย่างมันก็ได้ ถึงมันจะเป็นหมาพันทาง แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องขอใครกิน

ผมก็ไม่รู้เป็นอะไรทำไมสนใจเรื่องหมาๆ แต่ผมว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจดีเหมือนกัน คิดดูซิคนเราหาลองมาคอยใครสักคนทุกวัน ในเวลาเดียวกันตลอด ทุกวัน ทุกวัน จะมีแรง หรือความอดทนเท่าหมาที่ผมเห็นหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นการรอคอยที่ว่างเปล่า วันแล้ววันเล่า โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ วันไหน เวลาไหน ถึงจะเจอคนที่เรารอ มันทรมานนะ (ผมเคยรอแล้ว มันจะบ้าเอา) แล้วเจ้าหมาตัวนี้มันรอใคร หรือว่ามันไม่มีอะไรทำจริงๆ หรือว่ามันเป็นหมาบ้า

ผมนึกอยากจะซื้อขนมไปฝากมันเหมือนกัน อย่างน้อยผมก็อยากแสดงน้ำใจกับมันบ้าง แต่มันคงไม่รับของจากผมอย่างที่บอกไปแล้วดูจากลักษณะของมันแล้วมันไม่ยอมรับอะไรจากใครง่ายๆ ถ้ามันไม่รับผมก็คงเจ็บไว้กินเอง อยากที่สุภาษิตลาวบอกว่า ขนมปังก้อนเดียวโยนให้หมาแดก ถ้าหากหมาไม่แดกก็แดกเสียเอง...

แล้ววันที่ผมรู้สึกบางสิ่งบางอย่างขาดหายไปจากป้ายรถเมล์แห่งนี้ ใช่ผมไม่เห็นเจ้าหมาตัวนั้นที่ป้ายรถเมล์แห่งนี้เสียแล้ว

ในตอนแรกผมคิดว่าผมคงมาถึงสายเกินไปที่จะทักทายกันทางสายตา ทุกครั้งที่ผมลงรถเมล์ผมจะมองทักทายกับมันเสมอ แต่มันไม่ค่อยกล้ามองสบตาผมเท่าไหร่ ดูมันไม่ค่อยชอบคนแปลกหน้าอย่างผมก็เป็นได้ หรือว่าผมมาถึงผิดเวลากว่าทุกวันที่เคย ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ผมจะมาเช้าๆ กว่านี้เพื่อจะได้เจอแกเจ้าหมา ผมบอกกับตัวเอง (ในใจ)

ผมลงทุนตื่นเช้าผิดปกติสำหรับผมที่ไม่เคยตื่นมาเช้าขนาดนี้ ทันที่ที่ผมลงป้ายก็มองหาเจ้าหมา ว่างเปล่า ไม่มีแม้นเงา หมาเจ้าถิ่นทำร้ายมันหรือหมั่นไส้มันหรือเปล่าที่มันมานั่งแอ็กหมาทุกวัน เจ้านายของมันมารับกลับไปแล้วหรือเปล่า หรือว่าขณะที่มันกลับบ้านข้ามถนนแล้วเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตหมา ตายตามเจ้านายไป หรือว่ามันตัดสินใจจบชีวิตหมาเพื่อไปอยู่กับเจ้านายของมัน จะได้ไม่ต้องมานั่งรอ แต่ถ้ามันคิดผิดหละ เจ้านายของมันไม่ได้เป็นอะไรเพียงแต่ย้ายบ้านแล้วไม่ได้ลงป้ายรถเมล์นี้ หรือว่าเจ้านายทิ้งมันเพราะเห็นมันเป็นหมาพันทางอยากได้หมาพันธ์ฝรั่ง เนื่องจากเจ้านายมีสตางค์มากขึ้น ได้เลื่อนขั้น ถ้าหากเลี้ยงหมาพันทางจะโดนสังคมดูแคลน หรือเจ้านายมันซื้อรถแล้ว ไม่นั่งรถเมล์อีกแล้ว เจ้านายจำมันไม่ได้อีกแล้วว่าเคยบอกกับมันให้รถอยู่ที่นี่ ทิ้งมันไว้กับที่ป้ายรถเมล์แห่งนี้ มันจะรถไปอีกนานกว่านี้ไม่ไหวแล้ว ขอลาก่อนกับการรอที่ไร้จุดหมาย

...อี้ดดดด (เสียงรถเบรก) โครม (เสียงชน)

หมาใครวะข้ามถนนไม่ดูรถ (เสียงคนที่ป้ายรถเมล์พูด)

ผมหันไปมองเสียงทางที่มาของเสียงนั้น...

ผมเดินเข้าซอยเพื่อไปทำงาน วันนี้เจ้านายผมคงแปลกใจที่ผมมาทำงานแต่เช้า วันนี้ผมจะเอาขนมปังไส้ (เมธินี) ลูกเกด กินกับกาแฟ