ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมย์ สู้ สู้... ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เดินเด่นห้างสรรพสินค้าบ่อยนัก อากาศร้อนๆ อย่างนี้การได้หลบพักร้อนในห้างที่มีแอร์เย็นๆ ได้มองดูสิ่งของ (ถึงแม้นจะไม่ได้ซื้อหาก็ตามที) เป็นการลงแรงที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น แถมประหยัดอีกโข ผมเดินดูข้าวของที่นำมาวางขายมีทุกสิ่ง เรียกว่าตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบก็ว่าได้ ข้าวของที่เห็นหนาตาหน่อยจะเป็นสิ่งของผู้หญิง ว่ากันว่าสำหรับผู้หญิง การได้เดินเลือกซื้อของเป็นสุดยอดของการพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งในการผ่อนคลายยิ่งถ้าได้ของที่ตัวเองคิดว่าราคาไม่สูง ได้ต่อรอง ไปๆ มาๆ เมื่อรวมกันก็ไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้กระมั่งข้าวของต่างๆ จึงมีแต่ของใช้ผู้หญิงเป็นส่วนมาก ผมได้ยินเสียง จะเรียกว่าเสียงตะโกนหรือเสียงเชียร์ก็ไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่าดังจนผมเองเดินไปหาทางต้นเสียงเรียกชื่อนั้น “ เมย์ ” สิ่งที่ผมได้เห็น แท่นหน้าผาจำลอง ที่มีเด็กผู้หญิง อายุประมาณแปดขวบ กับเด็กผู้หญิงอีกคนที่โตขึ้นมาอีกหน่อย กำลังปีนป่ายหน้าผ้าจำลองที่ทางห้างนำมาจัดกิจกรรม มีคงมุงดูกันพอประมาณ ผมก็มองว่าไม่แปลกอะไรเพราะทางห้าง ก็จัดกิจ...

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง

หากถามว่าได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ คงต้องขอบอกก่อนว่าผมเองเป็นคนชอบดูหนังเหมือนกัน จำได้สมัยที่มี วิดีโอ ผมมักเช่าหนัง 4-5 ม้วนทุกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าด้วยอะไรหลายอย่างทำให้ผมไม่ได้ดูหนังบ่อย หมายถึงหนังในโรงภาพยนตร์ ผมจำได้ว่าเรื่องแรกที่จำได้เพราะไปดูกับที่บ้าน ไปกันเกือบทั้งบ้าน ยกเว้นเตี่ยที่ไม่ได้ไป ดูที่ในตลาดปากน้ำ (สมุทรปราการ) ชื่อโรงหนังราชา กับอีกโรงที่เจ้งไปแล้ว ในสมุทรปราการจะมีโรงหนังอยู่สองแห่งในสมัยนั้น โรงหนังราชาราคาค่าบัตรจะไม่แพงเท่าอีกโรง ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่จะหรูหรากว่าโรงหนังราชา ไม่เหมือนตอนนี้ที่มีโรงหนังในห้าง บั๊กซี โลตัส เลยมาหน่อยที่ซีคอน เสรี มากมายไปหมด รวมถึงราคาด้วยที่แพงไปตามสถานที่ด้วย ในตอนนั้นผมจำไม่ได้ว่า 20 บาท หรือ 40 บาท เรื่องที่ไปดูในตอนนั้น ชื่อเรื่อง “ น้ำพุ ” ที่เล่นโดยอำพล ลำพูน ทำให้ผมติดสไตล์ทั้งการแต่งตัว ที่ต้องใส่สร้อยดินเผาเป็นแถบคล้ายกับจับปิ้ง รวมถึงการพูด ที่ต้องลงท้ายด้วยคำว่า “ ฮะ ” แทนคำว่าครับ ในบ้างครั้งยังติดมาถึงทุกวันนี้ มาฟังอีกที รู้สึกว่าไม่ค่อยจะแมนเท่าไหร่ แต่คงเป็นด้วยอิทธิพล หรือการเรียนแบบ ซะมากกว่า คงไม่ผิดที่เร...

ขนมปัง

ป้ายรถเมล์ป้ายนี้จะเป็นป้ายสุดท้าย ที่ผมจะลงรถเมล์เป็นประจำเพื่อแล้ว เดินอีก เข้าซอยไปอีกทอดหนึ่งจึงถึงที่ทำงาน แรกๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร เมื่อรถรถเมล์ได้ ก็เดินจ้ำๆ เห็นคนรอรถเมล์ไม่กี่คน แต่ทุกวันก็มีบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าขาดอะไรบางขาดหายไป ไม่ใช่ป้ายรุเมล์หายไปไหนหรือคนที่ผมมองไว้ไม่มาคอยรถเมล์ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ใช่แล้วชีวิตเล็กๆ แต่ไม่ใช่มนุษย์ มันจะนอนหมอบอยู่ใกล้ๆ กับที่นั่งรอรถเมล์ ขนสีน้ำตาลอ่อน ปอกคอสีน้ำเงินนั่งหมอบเหมือนรอใครมากกว่าที่นั่งหมอบรอรถเมล์ ทุกครั้งเมื่อผมลงรถเมล์ที่ป้ายแห่งนี้ ก็ให้รู้สึกสงสัยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะเป็นเรื่องของหมา คนอย่างผมไม่จำเป็นจะต้องรู้ แต่ผมก็อดไม่ได้ตามนิสัยคนอยากรู้เรื่องหมา ดูจากลักษณะท่าหมอบแล้วคงเป็นหมาที่มีการศึกษาเหมือนกัน สายตาของมันมองคนที่ลงรถเมล์เหมือนกับว่ารอคอยบางอย่าง ทำให้ผมอดคิดเล่นไม่ได้ว่า หรือว่ามาคอยเจ้าของ ที่สั่งมันให้คอย หรือว่าคอยเจ้าของที่ไม่เคยกลับมา... (คิดไปโน้น) เจ้าของอาจจะประสบอุบัติเหตุแล้วทำให้มันต้องมาคอยเจ้าของที่ไม่มีวันกลับมา คอย คอย และคอย หรือว่ามันไม่มีอะไรทำ แต่ผมดูแล้วมันน่าจะหาอะไรเ...